มีใครคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ว่า ฤดูหนาวทำให้หญิงสาวแลดูสวยขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ถ้าคุณอยากให้หญิงสาวของ คุณดูสวยยิ่งไปกว่านั้น ลองพามาเที่ยวชมทุ่งทานตะวันในฤดูหนาว สายลมเย็นและแสงแดดอ่อนยามเช้าที่คลอเคลียหยอกเย้ากับทุ่งทานตะวันจะช่วยกล่อมเกลาความงามของหญิงสาวให้โชติช่วงขึ้นอีกหลายเท่าตัว…ตราบเท่าที่ความโรแมนติกยังคงตลบอบอวลอยู่ในใจ…

คนหลังกล้องส่วนใหญ่เคยไปเยือนทุ่งเหลืองอร่ามของดอกทานตะวันมาแล้ว ที่เคยไปมากกว่า 1 ครั้งก็มีอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยเช่นกันที่ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ทุ่งทานตะวันไม่ได้มีอยู่แค่ที่สระบุรี ในพื้นที่ของจังหวัดที่อยู่ติดกันคือ อีกแหล่งหนึ่งที่มีทุ่งทานตะวันเช่นกัน ที่ยิ่งไปกว่าก็คือมีทิวทัศน์ทั้งฉากหน้าฉากหลังที่ตระการตา และที่ถือว่าเป็นที่สุดก็คือ พื้นผิวโลกในส่วนนี้ คือแหล่งที่มีการปลูกทานตะวันมากที่สุดในเมืองไทย……มากจนถึงระดับที่ว่า มองไปสุดตารอบด้านก็ยังไม่พ้นสีเหลืองอร่ามของตะวันดวงน้อยเหล่านี้เสียที…

เทือกเขาหินปูนรูปทรงแปลกตาที่ทอดตัวยาวทะมึนเป็นสีเข้มตัดกับสีใสๆ ของท้องฟ้าตรงหน้าของแผ่นดินพระนารายณ์แห่งนี้คือ “เขาจีนแล” แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดลพบุรีเมื่อยามลมหนาวพัดโชยมาถึง เนื่องด้วยเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกดอกทานตะวันมากที่สุดในประเทศ ราวๆ สองถึงสามแสนไร่ (และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก) ถ้านึกภาพไม่ออกว่ากว้างใหญ่ขนาดไหน ก็ลองจินตนาการถึงสนามฟุตบอลสามหมื่นเจ็ดพันสนามที่เรียงต่อกันดูเอาเอง

นอกจากความกว้างใหญ่ไพศาลของทุ่งเหลืองอร่ามที่ทำให้มันมีชื่อเสียงแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่ต้องตาต้องใจของคนถ่ายภาพมากๆ ก็คือ เทือกเขาจีนแล ที่ทอดตัวยาวเป็นฉากหลังของที่นี่ ที่ทำให้ภาพที่ถ่ายออกมาดูมีเรื่องราวและตัวแบบมากกว่าทุ่งทานตะวันเพียวๆ ซึ่งมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยให้ภาพดูตื่นเต้นอลังการยิ่งขึ้น อีกทั้งเขาจีนแลก็เป็นภูเขาหินปูนที่มีรูปลักษณะสันฐานแปลกตาต่างจากภูเขาธรรมดาทั่วไป ยิ่งเพิ่มความน่าดูเข้าไปอีก ซึ่งก็สุดแท้แต่ใครจะหามุมเด็ดในดวงใจแล้วเก็บภาพเอาไว้ได้

เมื่อทุ่งทานตะวันรวมตัวกันกับเทือกเขาหินปูน จึงนับว่านี่คืออีกหนึ่งสถานที่ในฝัน สวรรค์ของคนบ้ากล้องเลยทีเดียว…” หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงของแหล่งทุ่งทานตะวันลพบุรีอย่าง “เขาจีนแล” “อ่างฯ ซับเหล็ก” “พัฒนานิคม” กันมาบ้างแล้ว ซึ่งทั้งสามชื่อนี้ก็คือละแวกเดียวกัน คณะของเราได้เคยแวะเข้ามาหาข้อมูลเมื่อครั้งทำคอลัมน์ “เจ็ดโถงถ้ำแห่งสองบุรี” ได้เห็นพื้นที่เพาะปลูกทุ่งทานตะวันหน้าเขาจีนแลว่ามีขนาดกว้างขวางสุดประมาณ แต่ที่ยิ่งทำให้เราตื่นตะลึงมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือทางด้านหลังเขาจีนแลก็ยังมีพื้นที่เพาะปลูกทานตะวันที่กว้างใหญ่กว่ามาก เพียงแต่ถนนหนทางไม่ได้สะดวกมากมายนัก ถ้ามาถูกเวลา (เดือนพฤศจิกายน) เราจะได้เห็นแนวหุบเขาทานตะวันยาวเหยียดเหลืองอร่ามสุดตา โดยมีลักษณะแปลกตาของเขาจีนแลเป็นฉากหลังที่ดูอลังการยิ่ง

ในอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือเรื่องของสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้ที่ใดในโลก รวมไปถึงบรรดารูปเคารพบูชาทั้งพระพุทธรูปและตุ๊กตาหินขนาดใหญ่ต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างความประทับใจอย่างไม่มีที่ใดเสมอเหมือน

การเดินทางไปยังทุ่งทานตะวันแห่งนี้โดยใช้รถส่วนตัวจะสะดวกและเหมาะมากที่สุด เพราะนอกจากจุดท่องเที่ยวหลักหน้าเขาจีนแลแล้ว เราต้องเลาะลัดหามุมไปตามถนนสายต่างๆ ในบริเวณนี้ ซึ่งก็จะเป็นมุมภาพที่แปลกแตกต่างกันไป บางจุดก็เป็นแหล่งที่มีนกหน้าตาแปลกๆ ยึดพื้นที่หาอาหารในทุ่งทาน-ตะวันแห้ง สามารถเก็บภาพกันได้เพลินทั้งวัน ถึงแม้ว่าแสงแดดจะค่อนข้างแรง แต่สายลมเย็นช่องเขาแห่งฤดูหนาวก็ช่วยให้เราสดชื่นมีแรงกดชัตเตอร์กันได้ตลอดเวลา

บริเวณใกล้เคียงกันนั้นก็ยังมีจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ให้เปลี่ยนบรรยากาศอีกหลายจุด ไม่ว่าจะมาแบบเช้าไปเย็นกลับหรือแวะพักสักคืนหนึ่งก็ไม่มีปัญหา เพราะห่างจากตัวเมืองสระบุรีออกมาแค่ ราวๆ 40 กม. หรือจากกรุงเทพเพียงร้อยกิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น ปีนี้มาไม่ทันเพราะโปรแกรมเต็มก็ไม่เป็นไร ปีต่อๆ ไปอย่าลืมจัดโปรแกรมมาที่นี่ก่อนที่จะเอ้าท์เสียก่อน เพราะถึงปลายปีทีไร ใครๆ ก็เรียกหาคอลเลคชั่นภาพทุ่งทานตะวันเสียทุกทีไป…

ไม่เชื่อก็ต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าสายลมหนาวแห่งหุบเขาทานตะวันที่ชื่อ “จีนแล” จะทำให้หญิงสาว สวยขึ้นได้อีกหลายเท่าจริงหรือไม่ ?